เช่าเครนรายเดือน vs รายวัน: คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับผู้รับเหมาและโครงการระยะยาว 2569
คู่มือการเช่าเครนทั่วไป

เช่าเครนรายเดือน vs รายวัน: คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับผู้รับเหมาและโครงการระยะยาว 2569

ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างเช่าเครนรายเดือนและรายวัน พร้อม Wet Rate vs Dry Rate, ข้อกำหนดสัญญา, 4 ผู้ที่กฎหมายกำหนด และวิธีตัดสินใจว่าโครงการของคุณควรเช่าแบบไหน

14 นาทีS.K. Kunatham Group

ภาพประกอบบทความ

เช่าเครนรายเดือน vs รายวัน: คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับผู้รับเหมาและโครงการระยะยาว 2569คู่มือการเช่าเครน ทั่วไป - ภาพที่ 1 จาก 1
1/1

การตัดสินใจว่าจะเช่าเครนรายวันหรือรายเดือนเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ส่งผลต่อต้นทุนโครงการมากที่สุด แต่ผู้รับเหมาจำนวนมากยังตัดสินใจโดยอิงจากความเคยชิน มากกว่าการวิเคราะห์ตัวเลขจริงๆ

บทความนี้จะพาคุณเข้าใจกลไกราคาทั้งสองแบบอย่างละเอียด รวมถึง Wet Rate vs Dry Rate, ข้อกำหนดทางกฎหมายของทีมงาน 4 ผู้, ปจ.2, และวิธีอ่านสัญญาเช่าเครนที่ซับซ้อนให้ออก


ทำไมการเลือกรอบการเช่าถึงสำคัญกว่าที่คิด

ผู้รับเหมาหลายรายคิดว่า "เช่ารายวัน = ยืดหยุ่น, เช่ารายเดือน = ถูกกว่า" — แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้น

สำหรับเครนขนาดใหญ่ (100 ตันขึ้นไป) ค่า mobilization และ demobilization — ค่าขนส่งเครน, ค่าปิดถนน, ค่าประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง — อาจสูงถึงหลายหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อครั้ง หากโครงการต้องการเครนหลายรอบ ต้นทุนส่วนนี้สะสมอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน การเช่ารายเดือนบนกระดาษอาจดูแพงกว่า แต่เมื่อรวม mobilization/demobilization, standby time, ค่าประสานงาน และเวลาหยุดรอของโครงการเข้าไปด้วย — ตัวเลขมักกลับทิศ


Wet Rate vs Dry Rate: ความแตกต่างที่ส่งผลต่องบประมาณโดยตรง

Wet Rate (เช่าพร้อมคนขับและทีม)

Wet Rate คือรูปแบบที่บริษัทให้เช่าจัดหาให้ครบ:

  • รถเครนพร้อมอุปกรณ์
  • คนขับเครนที่มีใบรับรอง
  • ทีมสัญญาณและ Rigger (ในบางสัญญา)
  • การบำรุงรักษาและซ่อมแซมระหว่างสัญญา

ข้อดี: ต้นทุนคาดเดาได้, ไม่ต้องหาคนขับเอง, บริษัทให้เช่ารับผิดชอบความพร้อมของรถ ข้อเสีย: ราคาต่อวันสูงกว่า Dry Rate, ควบคุมทีมงานได้น้อยกว่า

Dry Rate (เช่าเฉพาะรถ)

Dry Rate คือการเช่าเฉพาะตัวเครื่องจักร ลูกค้าต้องจัดหา:

  • คนขับที่มีใบรับรองด้วยตัวเอง
  • ทีมสัญญาณและ Rigger
  • รับผิดชอบค่าบำรุงรักษาเบื้องต้น

ข้อดี: ต้นทุนต่อวันต่ำกว่า, เหมาะกับองค์กรที่มีทีมงานเป็นของตัวเอง ข้อเสีย: หากไม่มีทีมงานที่มีใบเซอร์ครบ อาจผิดกฎหมาย, รับความเสี่ยงด้านการซ่อมบำรุง

โครงการส่วนใหญ่ในไทยเลือก Wet Rate

สำหรับโครงการก่อสร้างและโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปในประเทศไทย Wet Rate เป็นทางเลือกหลัก เพราะ:

  1. ข้อกำหนด 4 ผู้ ตามกฎหมายไทยต้องการทีมงานที่มีใบรับรองครบทุกตำแหน่ง
  2. ความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยและ ปจ.2 อยู่กับบริษัทให้เช่า ไม่ใช่ผู้เช่า
  3. โครงการส่วนใหญ่ไม่มีคนขับเครนเป็นพนักงานประจำ

กฎหมายไทยที่ต้องรู้: ทีมงาน 4 ตำแหน่งและ ปจ.2

4 ผู้ที่กฎหมายกำหนด

พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้งานยกต้องมีบุคลากร 4 ตำแหน่งที่ผ่านการอบรมและมีใบรับรอง ได้แก่:

1. ผู้ควบคุมเครน (Crane Operator) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครนโดยตรง ต้องผ่านการอบรมจากหน่วยงานที่กรมสวัสดิการฯ รับรอง มีใบรับรองที่ต่ออายุทุก 2 ปี

2. ผู้บอกสัญญาณ (Signalman) เป็นตัวกลางระหว่างผู้ควบคุมเครนและหน้างาน ในงานยกที่ผู้ควบคุมมองไม่เห็นจุดยก ผู้บอกสัญญาณจะเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์ให้สัญญาณกับผู้ควบคุมเครน ใช้ระบบสัญญาณมือมาตรฐาน

3. ผู้ตั้งสลิง (Rigger) รับผิดชอบการเตรียมและติดตั้งอุปกรณ์ยก ได้แก่ สลิง (Sling), โซ่ (Chain), แชคเกิล (Shackle), Eye Bolt และเชือกนำทาง (Tag Line) ต้องรับรู้ขีดจำกัดน้ำหนักของอุปกรณ์แต่ละชิ้น

4. ผู้ควบคุมการยก (Lift Supervisor) ผู้รับผิดชอบสูงสุดในหน้างาน วางแผนและควบคุมให้กระบวนการยกดำเนินไปอย่างปลอดภัย อนุมัติ Lifting Plan และสั่งหยุดงานเมื่อพบสภาวะที่ไม่ปลอดภัย

ทีมงานทุกคนต้องต่ออายุใบรับรองทุก 2 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด

ปจ.2 คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ปจ.2 ย่อมาจาก "ปั้นจั่น" ประเภทที่ 2 — เอกสารรับรองผลการตรวจสอบความปลอดภัยสำหรับ ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ ได้แก่:

  • รถเครน (Truck Crane)
  • เครนตีนตะขาบ (Crawler Crane)
  • รถกระเช้า (Aerial Work Platform / Boom Lift)

สิ่งที่ ปจ.2 รับรอง: ไม่ใช่คนขับ แต่เป็นตัวเครื่องจักร — ว่าโครงสร้างหลัก, ระบบกลไก, และระบบความปลอดภัยของเครนผ่านการทดสอบน้ำหนักและการตรวจสอบมาตรฐาน

ผู้ออกเอกสาร: วิศวกรเครื่องกลที่ขึ้นทะเบียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ไม่ใช่หน่วยงานรัฐโดยตรง)

อายุการใช้งาน: 1 ปี — เครนทุกคันต้องผ่านการตรวจสอบและต่ออายุ ปจ.2 ทุกปี หากหมดอายุและยังใช้งานอยู่ถือว่าผิดกฎหมาย

เปรียบเทียบกับ ปจ.1: ปจ.1 ใช้กับปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ เช่น เครนคานเลื่อน (Overhead Crane), เครนยกในโรงงาน, Tower Crane


เมื่อไหร่ควรเลือกเช่ารายเดือน

สูตรง่ายๆ: จำนวนวันที่ใช้งานต่อเดือน

จุดเปลี่ยนที่ทำให้รายเดือนคุ้มค่ากว่ารายวันอยู่ที่ประมาณ 20 วัน/เดือน สำหรับโครงการทั่วไป เมื่อนับรวม:

ปัจจัยต้นทุน รายวัน รายเดือน
ค่าเครนต่อวัน สูงกว่า ต่ำกว่า (เมื่อหารต่อวัน)
ค่า Mobilization/Demobilization จ่ายทุกครั้งที่เรียก จ่ายครั้งเดียวต่อสัญญา
Standby Time บิลทุกชั่วโมงที่รอ อยู่ในงบรายเดือน
การวางแผนงบประมาณ ผันผวนตามจำนวนวันจริง Fixed ต่อเดือน
ทีมงาน ต้องนัดแต่ละครั้ง ทีมเดิมตลอดโครงการ

โครงการที่เหมาะกับรายเดือน

งานก่อสร้างอาคารสูง (2-12 เดือน) การก่อสร้างอาคารสูง 5-30 ชั้นต้องการเครนแทบทุกวัน ตั้งแต่ยกเสาเข็มจนถึงติดตั้งหลังคา การเช่ารายเดือนทำให้ผู้รับเหมาประหยัดทั้งค่า mobilization และได้ทีมที่คุ้นเคยกับหน้างาน

โครงการติดตั้งเครื่องจักรโรงงาน (1-6 เดือน) Shutdown งานโรงงานที่ต้องยกเครื่องจักรชุดใหญ่หลายตัวในระยะเวลา 30-90 วัน เช่ารายเดือนให้ความยืดหยุ่นในการกำหนดตารางงานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่า standby

งานท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม (ระยะยาว) การติดตั้งระบบ RTG Crane, STS Crane หรือโครงสร้างเหล็กท่าเรือที่ใช้เวลาหลายเดือน รูปแบบรายเดือนให้ความมั่นคงด้านทรัพยากรตลอดโครงการ


Standby Time: ต้นทุนซ่อนที่ผู้รับเหมามักมองข้าม

Standby Time หรือ "เวลารอ" คือหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่ทำให้การเช่ารายวันแพงกว่าที่คิด

ในอุตสาหกรรมเครน เครนจะถูกเรียกเก็บเงิน "Portal to Portal" — ตั้งแต่ออกจากอู่จนถึงกลับมา รวมถึงเวลาที่รอหน้างานเพราะ:

  • รอ concrete delivery
  • รอการอนุมัติจาก Supervisor
  • สภาพอากาศที่หยุดงานชั่วคราว
  • การประสานงานระหว่างทีมไม่ทันกัน

งานที่วางแผนไว้ 4 ชั่วโมง จริงๆ อาจมีการเรียกเก็บถึง 8 ชั่วโมงหากมีปัญหาด้านการประสานงาน สัญญารายเดือนมักจัดการ standby time ได้ง่ายกว่าเพราะอยู่ในงบก้อนเดียว


วิธีอ่านสัญญาเช่าเครนรายเดือน: 8 ข้อที่ต้องตรวจ

1. ค่า Mobilization/Demobilization

ต้องระบุชัดว่าใครรับผิดชอบค่าขนส่งเครนไป-กลับ, ค่าปิดถนน, ค่าประสานงานหน่วยงาน สำหรับเครนขนาดใหญ่ (200 ตันขึ้นไป) ค่าส่วนนี้อาจสูงกว่าค่าเช่ารายวัน

2. การจัดการค่าน้ำมัน (Wet Rate vs Fuel Policy)

แม้จะเป็น Wet Rate ค่าน้ำมันมักคิดแยก (เรียกว่า "Wet Rate ไม่รวมน้ำมัน") สัญญาควรระบุ:

  • ราคาน้ำมันอ้างอิงจากแหล่งไหน
  • หากราคาน้ำมันขึ้น ฝ่ายใดรับผิดชอบ

3. Standby Time Policy

ตรวจสอบว่า:

  • คิดค่า standby เป็นรายชั่วโมงหรือรายวัน
  • มี minimum daily billing หรือไม่
  • กรณีฝนตก/ลมแรงหยุดงาน คิดค่าใช้จ่ายอย่างไร

4. ค่าล่วงเวลา (OT)

การทำงานเกิน 8 ชั่วโมงหรือในวันหยุดต้องมีอัตรา OT ระบุชัด เครนขนาดใหญ่ที่ทำงานกลางคืนอาจมีค่า OT ทีมงานอีกต่างหาก

5. เงื่อนไข ปจ.2 และใบเซอร์

สัญญาต้องระบุว่าบริษัทให้เช่าจะรับผิดชอบให้ ปจ.2 ไม่หมดอายุตลอดสัญญา และทีมงานทุกคนมีใบรับรองที่ยังไม่หมดอายุ

6. ประกันภัย

สัญญาควรระบุ:

  • ผู้รับผิดชอบประกันความรับผิดต่อบุคคลที่สาม
  • ผู้รับผิดชอบประกันอุบัติเหตุทีมงาน
  • วงเงินขั้นต่ำที่ยอมรับได้

7. เงื่อนไขการเปลี่ยนขนาดเครนกลางสัญญา

โครงการที่ซับซ้อนอาจต้องการเครนต่างขนาดในแต่ละช่วง สัญญาควรระบุขั้นตอนการเปลี่ยนและการปรับราคาล่วงหน้า

8. เงื่อนไขยกเลิกสัญญา

ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าก่อนยกเลิก, ค่าปรับหากยกเลิกก่อนกำหนด และสิทธิ์ของทั้งสองฝ่ายหากเกิดเหตุสุดวิสัย


ตัวอย่างการวิเคราะห์ต้นทุน: โครงการ 2 เดือน เครน 80 ตัน

สมมติโครงการต้องการเครน 80 ตัน ระยะเวลา 2 เดือน ใช้งาน 20 วัน/เดือน:

รายการ เช่ารายวัน (40 วัน) เช่ารายเดือน (2 เดือน)
ค่าเครน อัตรารายวัน × 40 วัน Fixed ต่อเดือน × 2
Mobilization × 2 ครั้ง สูง × 1 ครั้ง
Standby time ที่ไม่ได้วางแผน เรียกเก็บแยก รวมในสัญญา
ค่าประสานงานนัดหมาย ทุกครั้งที่เรียก ไม่มี
ความสามารถวางแผน ต่ำ (ราคาผันผวน) สูง (Fixed)

หมายเหตุ: ตัวเลขจริงขึ้นกับขนาดเครน, ระยะทาง, และเงื่อนไขเฉพาะโครงการ แนะนำให้ขอใบเสนอราคาเปรียบเทียบทั้งสองแบบก่อนตัดสินใจ


ข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับงาน Offshore (อ่าวไทย)

สำหรับงานยกบนแท่นขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย ผู้ควบคุมเครนทุกคนต้องมีใบรับรอง TPTI Basic Offshore Crane Operator Certificate จากสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (TPTI) ซึ่งเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่แตกต่างจากงานบนบก ใบรับรองนี้มีอายุ 2 ปีเช่นกัน


สิ่งที่ควรถามบริษัทให้เช่าก่อนเซ็นสัญญา

  1. ปจ.2 ของเครนทุกคันหมดอายุเมื่อไหร่? และจะจัดการอย่างไรหากหมดอายุระหว่างสัญญา
  2. ทีมงาน 4 ผู้มีใบเซอร์ครบหรือไม่? ขอดูเอกสารก่อนเซ็นสัญญา
  3. หากเครนเสียหน้างาน บริษัทมีรถสำรองหรือจะจัดการอย่างไร และใครรับผิดชอบ downtime ที่เกิดขึ้น
  4. ค่า mobilization คิดอย่างไร หากโครงการต้องย้ายหน้างาน
  5. สัญญามี minimum rental period หรือไม่ และจะปรับขนาดเครนกลางสัญญาได้หรือเปล่า

สรุป: เช่ารายเดือนเหมาะกับใคร

เช่าเครนรายเดือนเหมาะที่สุดสำหรับ:

  • โครงการที่ต้องการเครนต่อเนื่อง 20 วัน/เดือนขึ้นไป
  • งานที่มีความไม่แน่นอนสูงและ standby time มาก
  • โครงการที่ต้องการงบประมาณที่ คาดเดาได้ (Fixed Cost)
  • ทีมที่ไม่มีคนขับเครนประจำและต้องการ Wet Rate ที่รวมทีมงานครบ

ในทางกลับกัน หากโครงการต้องการเครนเพียง 2-3 วัน/เดือน หรือเป็นงาน one-time เช่ารายวันยังคงคุ้มค่ากว่า


เอส.เค.คุณธรรม กรุ๊ป: บริการเช่าเครนรายเดือนภาคใต้

เอส.เค.คุณธรรม กรุ๊ป ให้บริการเช่ารถเครนรายเดือนทุกขนาดตั้งแต่ 25-500 ตัน ครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้ พร้อม:

  • ปจ.2 ครบทุกคัน อัปเดตทุกปีตามกฎหมาย
  • ทีมงาน 4 ผู้ครบ พร้อมใบรับรองที่ยังไม่หมดอายุ
  • ประสบการณ์ 30 ปี Zero Accident Record
  • บริการ 24 ชั่วโมง ครอบคลุมสงขลา หาดใหญ่ ระนอง และพื้นที่โดยรอบ

สนใจขอใบเสนอราคาหรือต้องการคำแนะนำเรื่องขนาดเครนที่เหมาะกับโครงการ สามารถปรึกษาทีมวิศวกรได้ที่ Line OA หรือโทร 074-333-074

อ้างอิง: พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 | กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน | TPTI Offshore Crane Certification Standards

แท็ก

#เช่าเครนรายเดือน#เช่ารถเครน#Wet Rate#Dry Rate#ปจ.2#สัญญาเช่าเครน

ข้อมูลบทความ

หมวดหมู่คู่มือการเช่าเครน
สถานที่ทั่วไป
วันที่2026-04-28

💬สนใจบริการของเรา?

ติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษาและใบเสนอราคาฟรี

ขอใบเสนอราคา
ทีมงาน เอส.เค.คุณธรรม กรุ๊ป พร้อมให้บริการเช่ารถเครน
24/7 EMERGENCY ASSISTANCE

ยกงานหนัก... ให้เป็นหน้าที่เรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษา หน้างานจริงฟรี! ทั่วพื้นที่ภาคใต้